การแต่งกายกัมพูชา

นางอัปสรา เป็นการแต่งกายที่มาจากประเทศกัมพูชา และมีการผสมผสานกับ อินเดีย

นางอัปสรา

นางอัปสรา  เพื่อให้ได้ออกมาซึ่งความสวยงามและความอลังการ ตามความคิดของตนเป็นส่วนใหญ่

ในการรำอัปราแบบต่างๆ ที่ได้มีการอ้างถึง นางอัปสรา แล้ว ที่จะต้องนุ่งชุดที่เป็นรูปแบบเดียวกัน อัปสรา หมายถึง นางฟ้า ดังนั้นตามภาพจำหลักตามปราสาท ต่างๆ ที่มักจะเต็มไปด้วยเหล่านางฟ้า ซึ่งได้มีอิทธิพลทางศิลปะมาจากขอม สมัยช่วง ฮินดูและพุทธ กำลังรวมตัวเข้าด้วยกัน ดังนั้น ศิลปะอารยธรรมต่างๆ จึงจะมีศิลปะของขอมในรูปแบบผสมผสานกับ อินเดีย…

แต่นางอัปสราหรือนางฟ้า ที่ได้ออกมาร่ายรำ ตามแบบ ฉบับ ของนารี ยุรยาตร ในประเทศไทยนั้น ก็ได้มีการดัดแปลง จินตนาการ ต่างๆ เพื่อให้ได้ออกมาซึ่งความสวยงามและความอลังการ ตามความคิดของตนเป็นส่วนใหญ่ แต่หารู้ไม่ว่า

เป็นการจับผ้าบางแนวไม่เหมาะแก่เป็นการร่ายรำซักนิดเลย โดยที่ได้มีการมองข้ามหลักการนุ่งผ้านาฏศิลป์ ไป อย่างง่ายดาย สักแต่ว่า ใครอลังการกว่า เริศกว่า วิริศมาหลากว่า ก็เป็นถูกยอมรับ…

ที่นี้เพื่อมาดูการแต่งกายที่แท้จริงเป็นต้นฉบับนาฎศิลป์กัมพูชากันบ้างไม่แน่ใจว่า กรมศิลป์ของทางกัมพูชาได้มีกำหนดไว้เป็นแบบแผนตายตัวเลยหรือเปล่า แต่จากการศึกษา และเป็นการสันนิษฐานเบื้องต้น ระบำอัปสรา น่าจะถูกจัดขึ้นให้เป็น ระบำดั้งเดิม หรือระบำมาตรฐานนั้นเอง โดยที่ได้มีการดูจากการศึกษา การนุ่งผ้า รวมจนไปถึงเครื่องประทับ จะเป็นในรูปแบบเดียวกันหมดเลย แม้กระทั่งขบวนท่าขบวนรุปแบบแถว ดนตรีทุกที่ทุกสถาบันจัดได้ว่ามีรูปแบบเดียวกัน

ที่ได้มีการเริ่มตั้งแต่ศรีษะ จะเป็นชฎา 3 ยอด (คือยอดของปราสาท 3 ยอด) ประดับด้วยดอกไม้ ยอดละ 2 ดอก (รวมดอกไม้จะมีทั้งหมด 6 ดอกเท่านั้น) มีกระบังหน้า จอนหู และหางพวงมาลัยขางละอัน(ที่ห้อยๆ คล้ายๆ เขากระทิงลงมาเกือบประบ่า) รวมส่วนประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกันจะได้ ชฎาอัปสรา ส่วนทรงผม จะแสกกลางตรงหน้า แล้วเก็บปลายผมเข้าเหน็บหูไว้ ทางด้านหลังปล่อยผมยาว ประดับด้วย ดอกลั่นทม เป็นสัญลักษณ์ของนางฟ้า นำไปทัดหูขวา 1 ดอก ส่วนชฎาด้านซ้ายติดพวงมาลัยอุบะ ถ้าจอนหูของชฎา ไม่ครอบหูล่างให้ใส่ต่างหู ที่มีระย้าห้อยลง เป็นลูกปัดทองและทรงหยดน้ำ

เสื้อ จะไม่ใส่ในนาง เพราะนางอัปสราที่จำหลัก จะเปลือยส่วนบน ดังนั้นจึงได้มีการปรับให้ใส่เสื้อเป็น บอดี้สูทรัดช่วงตัวสีเนื้อหรือสีขาวนวล ประดับด้วยกรองคอผ้ากำมะหยี่สีแดงที่ประดับด้วยเครื่องทอง มีระย้าทรงใบไม้ ไม่ใส่จี้นาง แต่กรองคอ ตรงกลางจะทำเป็นรูปทรงจี้นางขนาดเล็กแทน ใส่สังวาลย์ 1 เส้นอ้อมหลัง กลัดตรงกลางด้านหน้าขึ้นติดกับกรองคอ แขนประดับด้วยรัดต้นแขนสลักลายนูนต่ำ (ไม่ใส่กรองแขนที่มีลักษณะที่เป็นสัตว์ในวรรณคดียื่นออกมา เช่น หงษ์ นกยูง นาคราชฯลฯ) กำไลแขน แบ่งเป็น ห่วง 2 วงต่อข้าง ลูกปัด 2 เส้นต่อข้าง มาลัยกร ข้างละพวง หรือ กำลัยที่ทำเป็นรูปมาลัยกรแทนก้ได้

กระโปรง(ซิ่น) จะเป็นการใช้ผ้ายกสีขาวนวล ยกดิ้นเงินหรือทอง (ตัวเอก) ในส่วนตัวอื่นๆ จะไล่สีดังนี้ คู่แรกสีแดง คู่ที่สองสีน้ำเงิน คู่ที่สามสีเขียว (อันนี้ไม่ได้ศึกษามาว่า กำหนดสีเพื่ออะไร หรือมีความหมายอะไร เพราะทุกครั้งที่แสดง ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามจะใส่ไล่สีแบบนี้เหมือนกันหมด) มาดู วิธีการใส่ เหมือนใส่ผ้ายกหน้านางปกติเพียงแต่ จับหน้านางเฉลียงไว้ด้านซ้าย(เป็นตัวใน) เหน็บไว้ จับหน้านางกลีบเล็กทับด้านขวาดึงขึ้น

ให้ระดับผ้าอยู่ที่ตาตุ่มข้อเท้าหรือสูงกว่า ดึงปลายหน้านางเฉลียงที่อยู่ทางด้านในออกมาทับหน้านางตัวนอกไปทางขวามือ(ผู้นุ่ง)แล้วพับหน้านางตัวนอกลงมาทับ เพื่อเป็นการจัดเรียงให้สวยโดยเฉลียงไปทางขาวมือ(ผู้นุ่ง) รัดเข็มขัดให้แน่นจนเอวขอดเล้กน้อยใช้ดึงปลายหน้านางเฉลียงขึ้นจับไว้แล้วใช้ผ้าคาดเอวกำมะหยี่สีแดงประดับเครื่องทองลายเข้ากันกับกรองคอมีระย้ารุปใบไม่เช่นกัน กลัดให้แน่นเพื่อให้เห็นเอวขอดชัดเจนสวยงามแล้วนำหน้านางเลียงพับอ้อมมาลงฝั่งซ้ายมือ(ผู้นุ่ง) กลัดเข็มกลัดเพื่อความเรียบร้อยทุกส่วนเก็บรายละเอียดความสวยงามให้เรียบร้อย ใส่กำไลข้อเท้าข้างละ 2 คู่

Comment here