ประวัติการแต่งกาย

ประวัติแฟชั่น ย้อนรอลประวัติศาสตร์ จากยุคอียิปต์จนถึงปัจจุบันแฟชั่นเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ประวัติแฟชั่น ย้อนรอลประวัติศาสตร์

ประวัติแฟชั่น ย้อนรอลประวัติศาสตร์ นิยามความสวยงามของร่างกาย ผิวพันธุ์ และแฟชั่นแต่ละยุคแต่ละสมัยย่อมไม่เหมือนกัน

ประวัติแฟชั่น ย้อนรอลประวัติศาสตร์

พบกับซีรีส์ #VogueFashionClass จากโว้กประเทศไทย ซีรีส์ประจำที่อัดแน่นไปด้วยความรู้เบสิกเกี่ยวกับแฟชั่น ไล่ตั้งแต่เสื้อผ้า แอ็กเซสเซอรี่ ไปจนถึงความรู้ทั่วไปที่สายแฟไม่ควรพลาด

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษาแฟชั่น และแฟชั่นนิสต้าทั่วประเทศเซฟเก็บเป็นคลังความรู้และนำไปใช้ได้ตลอดกาล นิยามความสวยงามของร่างกาย ผิวพันธุ์ และแฟชั่นแต่ละยุคแต่ละสมัยย่อมไม่เหมือนกัน นั่นนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตจากยุคสู่ยุค ครั้งหนึ่งเคยฮิตมาสู่ความเชย ครั้งหนึ่งความปังมาสู่ความเงียบ วิวัฒนาการความยิ่งใหญ่จนสามารถกำหนดเทรนด์ได้มีหลายปัจจัย ตั้งแต่พลังอำนาจทางตรงไปจนถึงสื่อแบบในปัจจุบัน เราอาจจะเคยนิยามแฟชั่นว่านั่นคือ ‘70s หรือ ‘80s วันนี้เราพาย้อนกลับไปตั้งแต่ 5,000 ปีก่อนตั้งแต่สมัยอียิปต์ว่าความสวยงามเชิงแฟชั่นตลอดหลายพันปีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างแรงบันดาลใจต้นแบบชุดอียิปต์ที่ Elie Saab หยิบกลับมาทำใหม่ / ภาพ: Courtesy of Brand จิวเวลรี่เครื่องถักเครื่องทอ ชุดเดรสที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยผ้าผืนยาวเป็นชุดเดรสชิ้นเดียวพร้อมเครื่องประดับช่วงคอและเอวที่ลักษณะคล้ายสายสะพายผูกเป็นหลัก โดยมีเฮดเดรสรูปทรงที่เราคุ้นตาประดับบนศีรษะเป็นการฟินิชลุคให้คนนึกถึงชาวอียิปต์โบราณตามอุดมคติ แต่บรรทัดฐานนี่ยึดถือตามชนชั้นกลางและสูงของสังคมเท่านั้นเพราะจารึกนั้นมีไม่มากที่จะเอ่ยถึงชนชั้นแรงงานและชุดของพวกเขาโดยเฉพาะ ช่วงยุคที่ยาวนานหลักพันปีทำให้เสื้อผ้าเปลี่ยนแปลงไปได้พอสมควรแต่ก็ยังคงระบุได้ว่าอยู่ในช่วงยุคกลางนี้ ด้วยเหตุผลด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรมและพื้นที่ย่อมส่งผลให้ชุดที่ออกมานั้นแตกต่างเช่นเดียวกัน ชุดของยุคกลางในยุโรปจึงกลายเป็นชุดเดรสที่มีรูปแบบทั้งเปิดไหล่ ปิดถึงช่วงคอ เนกไลน์แบบรูกุญแจสำหรับให้นม ไปจนถึงรูปแบบชุดดั่งเจ้าหญิง แต่มีอีกชุดหนึ่ง (เลื่อนสไลด์รูป 2) คือความเป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านยุคนั้นคือลักษณะเหมือนผ้ากันเปื้อนหรืออุปกรณ์กันเปื้อนเพื่อทำงานสะท้อนชีวิตอันตรากตรำของผู้ไม่ใช่ชนชั้นสูงในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน ในช่วงยุคพระราชินีนาถเอลิซาเบธแฟชั่นออกมาในรูปแบบความอลังการอย่างเหลือล้นแอ็กเซสเซอรี่แบบเต็มที่กระโปรงรูปแบบทรงเอสู่กระโปรงที่มีความโป่งป่องที่ดันทรงไว้ มีการแหวกช่วงกลางเล็กน้อยเพื่ออวดลวดลายกระโปรงชั้นใน เนื้อผ้าส่วนใหญ่เป็นผ้าวูลทำจากหนังสัตว์เพื่อความอบอุ่นรวมถึงเนื้อผ้าภายนอกที่มีการใส่ลวดแทรกนูนเพื่อความสวยงามและที่เป็นเอกลักษณ์จริง ๆ คือเครื่องประดับรัฟเฟิลช่วงคอที่บ่งบอกว่านี่ล่ะยุคของเอลิซาเบธ ความงามเหล่านี้ส่งอิทธิพลต่อมาถึงยุคโรโคโค่ในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ ชุดเดรสแบบฉบับสุ่มนิด ๆ มีการเปิดเผยความสวยงามตรงช่วงคอและหน้าอกแสดงสัดส่วนความสวยงามของผู้หญิงมากขึ้น ในสมัยยุควิกตอเรียทรวดทรงในอุดมคติของผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนไปจากชุดเรียบร้อยสวยงามของรีเจนซี่หรือกระโปรงสุ่มโครงกว้างแบบเก่าไม่ใช่ความสวยงามในอุดมคติอีกต่อไป กลายเป็นเซตคอร์เซตรัดเอวประกอบกับรูปร่างอวบแน่นในช่วงหน้าอกและบั้นท้าย นำมาสู่ชุดที่เราคุ้นตากันดีกับความเอวคอดของเสื้อแต่แฝงไปด้วยสัดส่วนที่เผื่อสำหรับหน้าอกปรับแต่งไปตามพื้นที่ ช่วงกระโปรงเป็นทิ้งชายจับระบายหลากหลายรูปแบบ หรือแม้แต่การทิ้งเลเยอร์ผ้ามาตรง ๆ ก็มีเช่นกัน รูปร่างในอุดมคติแบบนี้ส่งผลให้แฟชั่นในอเมริกามีบรรทัดฐานเรียกว่ากิบสันเกิร์ล ภาพอันโด่งดังที่คนยึดถือเป็นแม่แบบทั้งทางแฟชั่นและรูปร่าง จนชุดที่มีลักษณะช่วงไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย ชุดกระโปรงหรือเดรสที่คงไว้ซึ่งการคอดของเอวราวกับใส่คอร์เซตแต่ปรับสัดส่วนนิดหน่อยให้ดูสบายมากขึ้นตามแบบฉบับอเมริกัน ยุค 1920 ความรุ่งโรจน์ทางการออกแบบแฟชั่นมีให้เราเห็นจากอิทธิพลของแบรนด์ Chanel ที่สร้างสรรค์ชุดแฟลปเปอร์เดรสสุดคลาสสิก รูปแบบของเสื้อผ้าจะโน้มเอียงไปในทิศทางเดียวกันอิงจากร่างกายในอุดมคติของสาว ๆ ที่ต้องแบนเป็นกระดานส่วนเว้าส่วนโค้งไม่มากนัก ทำให้ชุดต่าง ๆ ถูกออกแบบมาแบบไม่เปิดเผยเน้นรัดทรวดทรงมากนัก ชุดส่วนมากจะเป็นแขนกุดหรือแขนยาวโดยมีกระโปรงที่ยาวระดับเข่าเป็นองค์ประกอบหลักของชุด สะท้อนถึงชุดที่สามารถเดินอวดโฉมตามท้องถนนในขณะที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์และเนื้อผ้าเล็กน้อยก็สามารถเต้นบนฟลอร์ได้อย่างพลิ้วไหว ความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมฮอลลีวู้ดตั้งแต่ช่วงปลายยุค ‘20s เป็นต้นมามีอิทธิพลถึงช่วงยุค ‘30s ยาวไปจนถึง ‘40s เลยด้วยซ้ำ ชุดเดรสยาวมีความอู้ฟู่หรูหราประกอบกับเครื่องประดับช่วงคอที่เสริมแต่งให้ชุดนั้นดูเลอค่าขึ้นไปอีกระดับเป็นการตั้งบรรทัดฐานของแฟชั่นยุคสมัยนั้นอย่างเห็นได้ชัด แต่มันไม่ได้ทั้งหมดเพราะชุดเหล่านี้โดดเด่นแต่ในแสงไฟและช่วงเวลากลางคืน หากมองย้อนกลับไปดูจริง ๆ ชุดอีกรูปแบบหนึ่งคือชุดค่อนสั้นค่อนยาวหรือจะเป็นชุด 2 ส่วนแบ่งกระโปรงและแจ๊กเก็ต เพิ่มดีเทลตรงช่วงเอวด้วยเข็มขัดและสร้างเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลด้วยหมวกที่สไตลิ่งการใส่แบบเอียงนิด ๆ ทั้งหมดรวมกันก็จะกลายเป็นสาว ‘30s ที่สมบูรณ์ และถ้าจะสมบูรณ์ที่สุดห้ามลืมรองเท้าออกซ์ฟอร์ดเสริมส้นเด็ดขาด

Comment here