ประวัติเครื่องประดับ

เครื่องประดับ ทอง สุโขทัย ถือเป็นแหล่งอารยธรรม และเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย โดยจากหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ

เครื่องประดับ ทอง สุโขทัย

เครื่องประดับ ทอง สุโขทัย ที่ปรากฏในปัจจุบัน ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต

เครื่องประดับ ทอง สุโขทัย

สุโขทัยถือเป็นแหล่งอารยธรรม และเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย โดยจากหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ ที่ปรากฏในปัจจุบัน ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ที่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษา ซึ่งจากรากฐานของศิลปวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาในอดีตได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน เพื่อการอนุรักษ์ในรูปแบบของเครื่องประดับทองโบราณที่นับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทย (Thai Culture Heritage) ของจังหวัดสุโขทัย ที่มีแหล่งการผลิตอยู่ที่ตำบลศรีสัชนาลัย และบางส่วนกระจายการผลิตอยู่ที่ตำบลท่าชัย

ความเป็นมาของทองสุโขทัย

นับตั้งแต่ครั้งโบราณเมื่ออาณาจักรสุโขทัยเรืองอำนาจ การทำทองมักปรากฏอยู่ในแวดวงช่างทองหลวงของราชสำนัก ที่มีการสืบทอดอยู่ในวงจำกัด จนเมื่ออาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจ สิ่งเหล่านี้ก็เกิดการสูญหาย และถูกผสมผสานเข้าไปรวมกับศิลปะรูปแบบอื่นๆ ในต่างถิ่น ล่วงเลยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อราวปี 2473 ตระกูลช่างทองในจังหวัดสุโขทัยได้เรียนรู้เทคนิคการทำทองรูปแบบต่างๆ จากช่างชาวจีนผสานกับความรู้พื้นฐานที่ตนเองมี จนเกิดการผสมผสานและถ่ายทอดลงสู่รุ่นลูกหลาน การทำทองในระยะแรกเป็นการทำตามคำสั่งของลูกค้า จวบจนกระทั่งมีการค้นพบเส้นถักสำริดโบราณบริเวณแม่น้ำยม ซึ่งเป็นลวดลายที่ไม่มีอยู่ในท้องตลาด ช่างทองจึงเกิดความสนใจและพยายามแกะลวดลายถักสี่เสาของสร้อยสำริดโบราณ จนสามารถทำเป็นขั้นตอนในการถักสร้อยได้ในที่สุด จากนั้นช่างทองสุโขทัยได้ศึกษาเพิ่มเติมถึงลวดลายต่างๆ ตามที่ปรากฏจากสร้อยถักโบราณ และลวดลายจากลายปูนปั้นตามโบราณสถานในจังหวัดสุโขทัยจนเกิดเป็นความคิดที่จะสร้างชิ้นงานให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้น จึงจะเห็นว่าทองลายโบราณสุโขทัย หรือทองศรีสัชนาลัยนั้น เป็นการเรียกชื่อชิ้นงานตามแหล่งกำเนิด หรือแหล่งผลิต ซึ่งก็คือ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ไม่ได้เป็นทองที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคสมัยอาณาจักรสุโขทัย

สุโขทัยถือเป็นแหล่งอารยธรรม และเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย โดยจากหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ ที่ปรากฏในปัจจุบัน ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ที่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสศึกษา ซึ่งจากรากฐานของศิลปวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาในอดีตได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน เพื่อการอนุรักษ์ในรูปแบบของเครื่องประดับทองโบราณที่นับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทย (Thai Culture Heritage) ของจังหวัดสุโขทัย ที่มีแหล่งการผลิตอยู่ที่ตำบลศรีสัชนาลัย และบางส่วนกระจายการผลิตอยู่ที่ตำบลท่าชัย

ความเป็นมาของทองสุโขทัย

นับตั้งแต่ครั้งโบราณเมื่ออาณาจักรสุโขทัยเรืองอำนาจ การทำทองมักปรากฏอยู่ในแวดวงช่างทองหลวงของราชสำนัก ที่มีการสืบทอดอยู่ในวงจำกัด จนเมื่ออาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจ สิ่งเหล่านี้ก็เกิดการสูญหาย และถูกผสมผสานเข้าไปรวมกับศิลปะรูปแบบอื่นๆ ในต่างถิ่น ล่วงเลยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อราวปี 2473 ตระกูลช่างทองในจังหวัดสุโขทัยได้เรียนรู้เทคนิคการทำทองรูปแบบต่างๆ จากช่างชาวจีนผสานกับความรู้พื้นฐานที่ตนเองมี จนเกิดการผสมผสานและถ่ายทอดลงสู่รุ่นลูกหลาน การทำทองในระยะแรกเป็นการทำตามคำสั่งของลูกค้า จวบจนกระทั่งมีการค้นพบเส้นถักสำริดโบราณบริเวณแม่น้ำยม ซึ่งเป็นลวดลายที่ไม่มีอยู่ในท้องตลาด ช่างทองจึงเกิดความสนใจและพยายามแกะลวดลายถักสี่เสาของสร้อยสำริดโบราณ จนสามารถทำเป็นขั้นตอนในการถักสร้อยได้ในที่สุด จากนั้นช่างทองสุโขทัยได้ศึกษาเพิ่มเติมถึงลวดลายต่างๆ ตามที่ปรากฏจากสร้อยถักโบราณ และลวดลายจากลายปูนปั้นตามโบราณสถานในจังหวัดสุโขทัยจนเกิดเป็นความคิดที่จะสร้างชิ้นงานให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้น จึงจะเห็นว่าทองลายโบราณสุโขทัย หรือทองศรีสัชนาลัยนั้น เป็นการเรียกชื่อชิ้นงานตามแหล่งกำเนิด หรือแหล่งผลิต ซึ่งก็คือ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ไม่ได้เป็นทองที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคสมัยอาณาจักรสุโขทัย  นอกเหนือไปจากคุณสมบัติของวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตแล้ว ทองสุโขทัยยังมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ปรากฏผ่านทางเทคนิค “การถักทอง” ให้เป็นเส้นลายตั้งแต่ 3 เสา จนถึง 200 เสา ซึ่งหากมีจำนวนเสามาก เส้นทองก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่า “การถักกลม” นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ จำพวกสร้อยคอและสร้อยข้อมือ ส่วนการถักในลักษณะของเปียที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องใช้เรียกว่า “การถักแบน” นอกจากนี้ การผลิตทองสุโขทัยยังใช้เทคนิคลงยา (Enamel) โดยใช้คู่สีที่ตัดกัน ซึ่งส่วนมากนิยมใช้สีแดงและสีเขียวเข้ามาช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้แก่ชิ้นงาน เนื่องจากชิ้นงานผลิตขึ้นมาจากทองที่มีความบริสุทธิ์สูงทำให้มีความอ่อนตัวค่อนข้างสูง และมีน้ำหนักมากจึงไม่เหมาะต่อการตกแต่งด้วยอัญมณีขนาดใหญ่ แต่เลือกใช้วิธีการลงยาและเน้นการดุนลวดลายให้สวยงามแทน ซึ่งถือเป็นการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ชิ้นงานได้เป็นอย่างดี  นอกเหนือไปจากคุณสมบัติของวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตแล้ว ทองสุโขทัยยังมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ปรากฏผ่านทางเทคนิค “การถักทอง” ให้เป็นเส้นลายตั้งแต่ 3 เสา จนถึง 200 เสา ซึ่งหากมีจำนวนเสามาก เส้นทองก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่า “การถักกลม” นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ จำพวกสร้อยคอและสร้อยข้อมือ ส่วนการถักในลักษณะของเปียที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องใช้เรียกว่า “การถักแบน” นอกจากนี้ การผลิตทองสุโขทัยยังใช้เทคนิคลงยา (Enamel) โดยใช้คู่สีที่ตัดกัน ซึ่งส่วนมากนิยมใช้สีแดงและสีเขียวเข้ามาช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้แก่ชิ้นงาน เนื่องจากชิ้นงานผลิตขึ้นมาจากทองที่มีความบริสุทธิ์สูงทำให้มีความอ่อนตัวค่อนข้างสูง และมีน้ำหนักมากจึงไม่เหมาะต่อการตกแต่งด้วยอัญมณีขนาดใหญ่ แต่เลือกใช้วิธีการลงยาและเน้นการดุนลวดลายให้สวยงามแทน ซึ่งถือเป็นการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ชิ้นงานได้เป็นอย่างดี

Comment here